Posted by: macmania1 on: December 9, 2008
การพัฒนาแนวปฏิบัติการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ
The Development of Clinical Practice Guidelines for Dietary Controlling of High Blood Pressure in the Elderly.
โดย นายศราวุธ อยู่เกษม
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังไม่หายขาด ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศเนื่องจากเป็นโรคที่พบได้บ่อยและหากไม่ได้รับการรักษาควบคุมความดันโลหิตให้คงที่แล้ว อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่างเช่น โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจตาย มีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไต ทำให้เกิดภาวะไตวาย มีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดฝอยในเรตินา ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสายตามัวและตาบอดได้ในที่สุด ประการสุดท้ายคือทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างกะทันหัน จากการแตกของหลอดเลือดแดงในสมอง ดังนั้นการค้นพบ และการดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มต้น ตลอดจนการเรียนรู้ข้อปฏิบัติและทักษะในการดูแลตนเอง รวมถึงการบริโภคอาหารที่ถูกต้องกับโรคเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้อวัยวะอื่นถูกทำลาย (สมจิต หนุเจริญกุล, 2540 )
จากการศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่ปี พ.ศ.2522-2536 พบว่าอัตราการตายจากโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และเป็นสาเหตุการตายอันดับ 7 ของการตายทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2536 มีผู้เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูง 5.1 ต่อประชากรแสนคน (คณะกรรมการการควบคุมโรคไม่ติดต่อ , 2538) จากรายงานการสำรวจสถานภาพอนามัยของประชากรไทย พ.ศ. 2534-2535 พบว่ามีผู้สูงอายุ 60-70 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในอันดับหนึ่งและมีสูงสุดถึงร้อยละ 42.7 (จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ, 2539) และจากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุที่อาคารสงเคราะห์ดินแดง พบโรคประจำตัวผู้สูงอายุเรียงตามความชุก 5 โรค คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคต้อกระจก โรคกระดูกเข่าเสื่อมและอักเสบ โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง (นัยพินิจ คชภักดี , 2537)
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่าอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ จะพบมากและอยู่ในอันดับต้นๆ ของการสำรวจและการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งพบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีอัตราการป่วยอยู่ในระดับต้นๆของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและในปี พ.ศ. 2542- พ.ศ. 2544 มีอัตราการป่วยเท่ากับ 340 , 415 , 510 ต่อประชากรแสนคนตามลำดับ และโรคความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุการตาย 10 อันดับแรก ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี (กระทรวงสาธารณสุข, 2547) ส่วนจังหวัดปทุมธานี ปี พ.ศ. 2543 มีอัตราการตายเท่ากับ 2.08 ต่อประชากรแสนคน ปี พ.ศ. 2544 มีอัตราการตายเท่ากับ 3.68 ต่อประชากรแสนคน (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี, 2548) และปัญหาโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุก็เป็นสิ่งที่ควรระวัง จากรายงานการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อจังหวัดปทุมธานีเป็น 1 ใน 26 จังหวัด ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องเฝ้าระวังในการเจ็บป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจขาดเลือด (กระทรวงสาธารณสุข, 2547)
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงคือ แบบแผนการดำเนินชีวิตของบุคคล ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคเกลือ การบริโภคอาหารไขมันสูง การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และ ความเครียด ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง คือพฤติกรรมการบริโภคเกลือที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงทางด้านอาหาร การศึกษาทางระบาดวิทยาเชิงสำรวจ เชิงทดลอง และในคลินิก ได้ยืนยันความสัมพันธ์ของการบริโภคเกลือ ว่ามีผลต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง กล่าวคือผู้ที่บริโภคเกลือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงถึง 2 เท่าของผู้ที่ไม่บริโภคเกลือ ผู้ที่บริโภคเกลือเกินมาตรฐาน มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่บริโภคเกลือ ในระดับมาตรฐาน (วรลักษณ์ คงหนู, 2542) และจากงานวิจัยเรื่อง Salt and Health : the CASH and BPA perspective พบว่าเกลือมีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิต โดยพบว่าการลดปริมาณเกลือ จะช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงได้ (Gilbert P.A. ,2005 )
พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยในปัจจุบัน มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเป็นอย่างยิ่ง จากผลการวิเคราะห์คุณค่าอาหารประจำวันของคนไทยในระหว่างปี พ.ศ. 2505 – 2538 พบว่าคนไทยบริโภคเกลือเกินปริมาณความต้องการของร่างกายประมาณ 6.3 เท่า และสูงกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกถึง 3.5 เท่า คือเฉลี่ยวันละ 20.8 กรัม โดยได้รับเกลือจากอาหารเฉลี่ยวันละ 4.8 กรัม จากเครื่องปรุงรสวันละ 16 กรัม (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2544) ซึ่งเมื่อพิจารณาเฉพาะเกลือที่ได้จากเครื่องปรุงรส พบว่าคนไทยบริโภคเกลือจากเครื่องปรุงรสเพิ่มขึ้นจากวันละ 2.4 กรัมในปี พ.ศ. 2505 เป็น 7-17 กรัมในปี พ.ศ. 2536 และเฉลี่ยวันละ 16 กรัม ในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก 1.2- 2.8 เท่า ซึ่งเป็นการบริโภคเกลือที่เกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง (วรลักษณ์ คงหนู,2542)
จากสถิติผู้ป่วยนอกที่มารับบริการของโรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พบว่าผู้ป่วยนอกที่มารับบริการในปี พ.ศ. 2549 เป็นโรคความดันโลหิตสูงซึ่งเป็น 1 ใน 10 อันดับแรก แบ่งเป็นเพศชาย 2,089 ราย เพศหญิง 4,817 ราย รวมทั้งสิ้น 6,906 ราย (ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศโรงพยาบาลลำลูกกา, 2549) และจากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 5 ราย และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาของการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง พบปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูงและที่พบมากคือพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่ชอบรับประทานอาหารรสเค็ม อาหารที่มีไขมันมาก ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ทำงานหนัก เคร่งเครียด ขาดการออกกำลังกาย รับประทานยาไม่ต่อเนื่อง และไม่มารับการวัดความดันโลหิตตามนัด นอกจากนี้ผู้สูงอายุกลุ่มดังกล่าวยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต
แนวทางในการบำบัดรักษา พยาบาล ภาวะความดันโลหิตสูงคือ ลดความดันโลหิตที่สูงขึ้นเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการควบคุมระดับความดันโลหิตซีสโตลิคให้ต่ำกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิคให้ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท นอกจากจะได้รับการบำบัดรักษาอย่างเต็มที่แล้ว ในขณะเดียวกันควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมร่วมด้วย ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคและการปฏิบัติ ได้รับการสนับสนุนให้มีการบริโภคอาหารที่ถูกต้องกับโรค ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยการมีสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี ( สมจิต หนุเจริญกุล, 2537)
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะความดันโลหิตสูงได้ การที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสมนั้น พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงต้องมีแนวปฏิบัติเพื่อช่วยให้การปรับพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุเป็นไปได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงเป็นความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องมีแนวปฏิบัติการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีแนวทางบริโภคอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น รวมทั้งพยาบาลจะได้มีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้องเหมาะสมและสามารถนำมาใช้เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัว มีความสามารถในการดูแลตนเอง ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงปฏิบัติตัวที่ถูกต้องและคงอยู่ตลอดไป